StarDict (Dict อัจฉริยะ)

Posted by snappy on ธันวาคม 25th, 2007

เนื่องจากบน xubuntu ไม่มี dict สำหรับแปล ไทย-อังกฤษ และ อังกฤษ-ไทย จึงนึกเจ้าตัวเก่าที่อยู่บน ubuntu ที่เราเคยใช้งานกันมานาน…

วิธีติดตั้ง
1.install stardict ก่อน
| $sudo apt-get install stardict
2.จากนั้นไปโหลดไฟล์ที่จะทำให้สามารถแปล ไทย-อังกฤษ และ อังกฤษ-ไทย ได้
| Thai-English Lexitron Dictionary
| English-Thai Lexitron Dictionary
หลังจากนั้นให้แตกไฟล์แล้วนำไปเก็บไว้ที่ /usr/share/stardict/dict เท่านี้เราก็ได้ใช้งาน Dict บน xubuntu แล้ว

เป็นอันเสร็จเรียบร้อยโรงเรียน Anfield

Post Footer automatically generated by Add Post Footer Plugin for wordpress.

การสลับภาษาบน Xubuntu 7.10

Posted by snappy on ธันวาคม 25th, 2007

หลังจากที่ได้ลองเล่นเจ้า Ubuntu 7.10 มาสักระยะ และก็ได้เริ่มรำคาญกับการที่มันออกจะดูช้าๆไม่ทันใจวัยรุ่นอย่างเรา เมื่อคืนผมเลยหันมาลง Xbuntu 7.10 แทนเพื่อความรวดเร็ว และมันก็เร็วจริงๆด้วยครับ เจ้าคอมตัวเก่ง + แก่(ใช้งานมา 5 ปี -*-)ผมก็ Spec ตามนี้
AMD Athlon 600Mhz | 389 SDram | Nvidia TNT2 32Mb | HDD 40Gb+6Gb
ซึ่งก็ถูกใจเอามากๆ แต่ปัญหาก็เกินขึ้นคือ มันไม่มีปุ่มไว้สลับภาษาล่ะสิ -*- จะให้เรามานั่งกดบน Panel เพื่อเปลี่ยนระหว่างไทย-อังกฤษตลอดไปคงจะไม่สบอารมณ์ซะเท่าไรเลยไปถามจารย์(google)อีกเช่นเคย

วิธีทำ
1.ไปแก้ไขในไฟล์ /etc/X11/xorg.conf
| $sudo mousepad /etc/X11/xorg.conf
2.ไปแก้ที่
| Section “InputDevice”
Identifier “Generic Keyboard
Driver “keyboard”
Option “CoreKeyboard”
Option “XkbRules” “xorg”
Option “XkbModel” “pc104″
Option “XkbLayout” “us,th”
Option “XkbOptions” “grp:alt_shift_toggle”

โดยการเพิ่มเจ้า 2 บรรทัด(สีเขียว)ไว้บรรทัดล่างสุดของ Section “InputDevice ” หลังจากนั้นก็ Save แล้ว Restart เครื่อง 1 รอบเท่านี้เราก็จะสามารถกด Alt+Shift เวลาเปลี่ยนภาษาได้แล้ว

เป็นอันเสร็จเรียบร้อยโรงเรียน Anfield

Post Footer automatically generated by Add Post Footer Plugin for wordpress.

แกะความหมายเลข 13 หลักของบัตรประชาชน

Posted by snappy on ธันวาคม 23rd, 2007


สำหรับฝรั่งนั้น เขาจะถือว่าเลข 13 เป็นเลขอาถรรพ์ หรือเลขอัปมงคล โดยเรียกกันว่า ลัคกี้นัมเบอร์ (Lucky number) สาเหตุมาจากอาหารมื้อสุดท้าย ของพระเยซูคริสต์ ที่เรียกกันว่า เดอะลาสซับเปอร์ (The Last Supper) นั้น มีสาวกร่วมโต๊ะพร้อมกับพระองค์ นับรวมแล้วได้ 13 คนพอดี ครั้นวันรุ่งขึ้นซึ่งตรงกับวันศุกร์ พระองค์ก็ถูกจับตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ เขาจึงถือว่าวันศุกร์ที่ตรงกับวันที่ 13 เป็นวันโชคร้าย
อย่างไรก็ดี แม้ว่าเลข 13 จะเป็นเลขอาถรรพ์ของฝรั่ง แต่คนไทยโดยทั่วไป ไม่ได้ถือกับตัวเลขดังกล่าว และที่น่าสนใจคือ มี เลข 13 ที่เกี่ยวพันโดยตรงกับคนไทย
ซึ่งเชื่อว่าคงมีคนอีกไม่น้อยไม่เคยทราบมาก่อน นั่นคือ เลขประจำตัวประชาชนในบัตรประชาชน หรือที่เดี๋ยวนี้เรียก สมาร์ทการ์ด ที่มีด้วยกัน 13 หลัก และแต่ละหลักก็มิใช่แค่เป็นเพียงจำนวนนับธรรมดาๆ แต่มีความหมายแฝงอยู่ด้วย ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
กระทรวงวัฒนธรรม ขอนำมาเสนอเพื่อเป็นความรู้ ดังนี้

สมมุติว่า เลขบัตรประชาชนของเราเขียนไว้ว่า 1 1001 01245 29 9 (เขียนเว้นวรรค ตามแบบ) แต่ละหลักก็จะมีความหมายดังนี้

หลักที่ 1 (คือหมายเลข 1 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง ประเภทบุคคล ซึ่งมีอยู่ 8 ประเภทได้แก่

ประเภทที่ 1 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย และได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2527 เป็นต้นไป อันเป็นวันเริ่มแรกที่เขาประกาศให้ประชาชนทุกคน ต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองไปแจ้งเกิดที่อำเภอ หรือสำนักทะเบียนในเขตที่อยู่ภายใน 15 วันนับแต่เกิดมา ตามที่กฎหมายกำหนด เด็กคนนั้นก็ถือเป็นบุคคลประเภท 1 และจะมีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข 1 เช่น เด็กหญิงส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 2
มกราคม 2527 และพ่อไปแจ้งเกิดที่เขตดุสิตภายในวันที่ 17 มกราคม 2527 เด็กหญิงส้มจี๊ด ก็จะมีหมายเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 1 และก็ต่อด้วยเลขหลักอื่นๆ อีก 12 ตัว เป็น 1 1001 01245 29 9 เป็นต้น ซึ่งเลขนี้จะปรากฏในทะเบียนบ้าน และจะเป็นเลขประจำตัวเมื่อส้มจี๊ดไปทำบัตรประชาชนตอนอายุ 15 ปี

ประเภทที่ 2 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป แล้วบังเอิญว่าพ่อแม่ผู้ปกครองลืมหรือติดธุระ ทำให้ไม่สามารถไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตภายใน 15 วันตามกฎหมายกำหนด เมื่อไปแจ้งภายหลัง
เด็กคนนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 2 และจะมีเลขตัวแรกในทะเบียนบ้านขึ้นด้วยเลข 2 ทันที เช่น ในกรณีส้มจี๊ด หากพ่อไปแจ้งเกิดให้ ในวันที่ 18 มกราคม 2527 หรือเกินกว่านั้น ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวเป็น 2 1001 01245 29 9 ในทะเบียนบ้าน และเมื่อไปทำบัตรประชาชนในภายหน้า

ประเภทที่ 3 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม 2527) หมายความว่า บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ
ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทย มาตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 คนนั้นถือว่าเป็นบุคคลประเภท 3 และก็จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 3 เช่น ส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2501 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแล้ว ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวในทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชนเป็น
3 1001 01245 29 9

ประเภทที่ 4 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ในสมัยเริ่มแรก หมายความว่า คนไทยหรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว ที่อาจจะเป็นบุคคลประเภท 3 คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้เลขประจำตัว
ก็ขอย้ายบ้านไปเขตหรืออำเภออื่น ก่อนช่วงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ก็จะเป็นบุคคลประเภท 4 ทันที เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในสำนักทะเบียนเขตคลองสาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2527 ส้มจี๊ดก็ขอย้ายบ้านไปเขตดุสิต โดยที่ส้มจี๊ดยังไม่ทันได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสาน พอแจ้งย้ายเข้าเขตดุสิต ส้มจี๊ดก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 4 มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 4 กลายเป็น 4 1001 01245 29 9 ทันที
แต่ถ้าส้มจี๊ดย้ายจากเขตคลองสานเดิม ไปเขตดุสิต หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 ส้มจี๊ดก็ยังเป็นบุคคลประเภท 3 อยู่ เพราะถือว่าจะได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสานแล้ว จะย้ายอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนแปลง

การกำหนดให้บุคคลเริ่มมีเลขประจำตัว 13 หลักในทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2527 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 อันเป็นวันสุดท้าย ของการดำเนินการให้ประชาชน ที่ไม่มีเลขประจำตัวในบัตรหรือทะเบียนบ้าน ได้มีเลขประจำตัวจนครบแล้วนั้น
ก็เพราะก่อนหน้านี้ ประเทศไทยยังไม่เคยมีการกำหนดเลขประจำตัวดังกล่าวมาก่อนเลย ดังนั้น ช่วงที่ว่าจึงเป็นระยะเวลาจัดระบบให้เข้าที่เข้าทาง
เพราะหลังจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 แล้ว ทุกคนจะต้องมีเลขประจำตัวเพื่อสำแดงตนว่า เป็นบุคคลประเภทใด

โดยดูตามเงื่อนไขในแต่ละกรณี ซึ่งมีอีก 4 ประเภท คือ

ประเภทที่ 5 คือ คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อ เข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจ หรือกรณีอื่นๆ เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตดุสิตอยู่แล้ว แต่บังเอิญว่าตอนที่มีการสำรวจรายชื่อผู้อยู่ในบ้าน เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ทำให้ชื่อของส้มจี๊ดหายไปจากทะเบียนบ้าน เมื่อไปแจ้งเจ้าหน้าที่และตรวจสอบแล้วว่าตกสำรวจจริง หรือจะเป็นเพราะกรณีอื่นใดก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็จะเพิ่มชื่อให้ แต่ส้มจี๊ดก็จะมีหมายเลขในทะเบียนบ้านเป็นบุคคลประเภ ท 5 และบัตรประชาชนจะขึ้นต้นด้วยเลข 5 ทันที คือ กลายเป็น 5 1001 01245 29 9

ประเภทที่ 6 คือ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว กล่าวคือ คนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย เพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดน หรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไท ย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตน แต่อาจจะมีสามีหรือภริยาคนไทย จึงไปขอทำทะเบียนประวัติ เพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภริยา คนทั้งสองแบบที่ว่า ถือว่าเป็นบุคคลประเภท 6 เลขประจำตัวในบัตรจะขึ้นต้นด้วยเลข 6 เช่น 6 1012 23458 12

ประเภทที่ 7 คือ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้ วยเลข 7 เช่น 7 1012 2345 133

ประเภทที่ 8 คือ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือ ผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย ตั้งแต่หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน คนกลุ่มนี้เลขในทะเบียนประวัติจะขึ้นด้วยเลข 8 เช่น 8 1018 01234 24 7

คนทั้ง 8 ประเภทนี้ จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้น ที่จะมีบัตรประชาชนได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 15 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประชาชนให้

ต่อไปคือ หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 (เลข 1001 ในตัวอย่างหรือสี่ตัวถัดไปจากตัวแรก) จะหมายถึง รหัสของสำนักทะเบียน หรืออำเภอที่เรามีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข ซึ่งก็หมายถึงถิ่นที่อยู่ของเรานั่นเอง กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 และ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอในจังหวัดนั้นๆ เช่น ถ้าเขียนว่า 1001 ก็หมายถึงว่า คุณอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ในเขตดุสิต เพราะ 10๐ ในหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงกรุงเทพมหานคร ส่วนเลข 01 ในหลักที่ 4 และ 5 คือรหัสของสำนักทะเบียนเขตดุสิต หรือถ้าเขียนว่า 1101 ก็จะหมายถึง อยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ อำเภอเมือง เพราะ 11 แรกคือ รหัสจังหวัดสมุทรปราการ และ 01 หลัง คือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ เป็นต้น

สำหรับ หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 (เลข 01245 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง กลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภท ตามหลักแรก (หลักที่ 1) ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่ง ก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับ หรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบัน เลขดังกล่าวก็จะหมายถึง เล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้านของเด็กที่แต่ละอำ เภอหรือเขตออกให้ และจะไปปรากฎในบัตรประชาชน เมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเอง แต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น

หลักที่ 11 และ 12 (หมายเลข 29 ในตัวอย่างสมมุติ) จะหมายถึง ลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท เป็นการจัดลำดับว่าเราเป็นคนที่เท่าไรในกลุ่มของบุคค ลประเภทนั้นๆ

หลักที่ 13 (เลข 9 ตัวสุดท้ายในตัวอย่าง) จะหมายถึง ตัวเลขสำหรับตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรกอีกที

สำหรับเลขตั้งแต่หลักที่ 6 ถึง 13 นี้เป็นการจัดหมวดหมู่ และเรียงลำดับบุคคลในแต่ละประเภทของสำนักทะเบียนในแต ่ละท้องที่ ซึ่งเราก็คงไม่ต้องรู้รายละเอียดอะไรลึกไปกว่านี้ เพราะรู้แล้วอาจจะงงเปล่าๆ

เป็นเรื่องน่าแปลกว่า ตัวเลข 13 หลักที่เป็นหมายเลขในบัตรประชาชน หรือเลขประจำตัวประชาชนของเราแต่ละคนนี้ จะไม่มีการซ้ำกันเลย ผิดกับชื่อหรือนามสกุล ยังมีซ้ำกันได้ และจะเป็นเลขประจำตัวเราจนตาย ไม่มีการเปลี่ยน หรือยกให้คนอื่น และจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า ในอนาคตจะต้องมีการเติมเลข อย่างเลข 8 เข้าไปอีก เพราะเลขไม่พอใช้เหมือนโทรศัพท์มือถือหรือไม่ เขาก็บอกว่าคงอีกนาน อาจจะถึง 100 ปีโน่น เพราะการที่เขาแยกแยะบุคคลเป็นประเภทต่างๆ และยังแยกย่อยเป็นจังหวัดอำเภอ แล้วลงรายละเอียดไปเป็นกลุ่มๆในแต่ละประเภทอีกนั้น ทำให้เพดานหรือช่วงตัวเลขมีความห่างมาก จนสามารถรองรับจำนวนคนได้อีกมาก และหากใครสงสัย หรือมีปัญหาในเรื่องทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส บัตรประชาชน ก็สามารถสอบถามไปได้ที่ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง โทร. 1548

ตัวเลข 13 หลักที่กล่าวข้างต้น อันเป็นเลขประจำตัวประชาชนของแต่ละคนนี้ แม้จะมิใช่ตัวเลขที่เราต้องใช้เป็นประจำในชีวิตประจำ วัน ยกเว้นใช้ในการกรอกเอกสารบางอย่าง เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร ฯลฯ แต่เลขนี้ก็มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการสำแดงตัวตน “ความเป็นคนไทยหรือคนในประเทศไทย” ที่ทำให้เราสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทย และใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้

ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : อมรรัตน์ เทพกำปนาท สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

Post Footer automatically generated by Add Post Footer Plugin for wordpress.

Ext2 & Ext3 | Linux File Systems

Posted by snappy on ธันวาคม 23rd, 2007

หลังจากที่ผมได้เริ่มศึกษา Linux สักระยะเวลาหนึ่งก็ได้เกิดความสงสัยที่ว่าทำไมเวลา install ubuntu หรือ linux ตัวอื่นๆ ต้องใช้ file system แบบ Ext2 หรือ Ext3 เอะมันยังไง มันหมายความว่ายังไง แตกต่างกันยังไงวา… ด้วยความสงสัยเลยไปถามจารย์ใหญ่ (Google) และได้ข้อสรุปที่พอจะอธิบาย และเก็บไว้เพื่อตัวเองลืมจะได้กลับมาอ่านใหม่

File Systems

File Systems คือ ระบบไฟล์ในระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ จะจัดเก็บข้อมูลหรือสารสนเทศซึ่งอยู่ใน long term state ของระบบ คือ อยู่ในหน่วยความจำสำรองเช่น hard disk ซี่งข้อมูลที่อยู่ใน long term state จะประกอบด้วย operating system kernel , executable files (สำหรับเก็บคำสั่งที่ OS สนับสนุน) , configuration information(ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับรายระเอียดต่างๆของระบบ) , temporary workfiles (ไฟล์ใช้งานชั่วคราวซี่งจะถูกลบทิ้งเมื่อระบบมีการรีสตาร์ทเครื่องใหม่) , user data (ข้อมูลของผู้ใช้) , various special files (ใช้ควบคุมการเข้าถึงฮาร์ดแวร์ระบบและฟังก์ชันการทำงานของOS) ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกจัดเก็บ ในระบบไฟล์ของระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ และยังเป็นศูนย์กลางของระบบปฏิบัติการสมัยใหม่ และได้คาดหวังไว้ว่า File Systems นี้ทั้งเร็วและมีความน่าเชื่อถือ แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาต่าง ๆ ก็ยังคงเกิดขึ้น และมักจะมีปัญหาจากการปิดเครื่องโดยไม่ได้ shut down จะทำให้เกิดปัญหา เช่น จำไม่ได้ว่า Mount อุปกรณ์ตัวใดไว้บ้าง หรือมีปัญหาความถูกต้องของไฟล์ (File Integrity) เป็นต้น

ดังนั้น จึงมีการพัฒนาระบบไฟล์จาก ext2 เป็น ext3 โดย Linux ext3 เป็นระบบไฟล์ (File System) ตัวใหม่ของ Linux ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อลบจุดด้อยของระบบไฟล์แบบ Ext2 เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และมี 4 เหตุผลหลักที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบไฟล์จาก ext2 เป็น ext3 ได้แก่ การใช้งานง่าย, ความถูกต้องและสมบูรณ์ของข้อมูล, ความรวดเร็วโดย ext3 จะใช้การเขียนข้อมูลมากกว่า 1 ที่เพื่อสำรองข้อมูลที่สำคัญ ๆ ไว้ แต่ไม่ได้ทำให้ความเร็วในการอ่านช้าลงแต่อย่างใด และ ง่ายต่อการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการใช้คำสั่งต่าง ๆ ในการจัดการระบบไฟล์ของ ext2 และ ext3 อย่างเช่น คำสั่งการสร้างระบบไฟล์ ( mke2fs ) คำสั่งที่ใช้ในการแบ่งพาร์ทิชัน ( fdisk ) เป็นต้น ซึ่งในรายละเอียดจะแสดงในส่วนต่อไป

Ext2 (the second extended filesystem)
คือ files system พื้นฐานของ linux ซึ่งสนับสนุนการตั้งชื่อไฟล์ยาว ๆ ได้ถึง 255 ตัวอักษรและขนาดของไฟล์มีขนาดได้ถึง 2 GB และขนาดต่อ 1 พาร์ติชั่นสามารถขยายได้ถึง 4 TB

ระบบไฟล์แบบ ext2 จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับระบบไฟล์ที่ใช้ในระบบปฏิบัติการ DOS หรือ Windows จะมีลักษณะพิเศษ คือ สามารถเชื่อมระบบไฟล์แต่ละพาร์ติชั่นให้เป็นระบบไฟล์เดียวกันได้ โครงสร้างของระบบไฟล์ ext2 ภายในฮาร์ดดิสก์จะประกอบด้วยข้อมูลดังนี้

Super Block ประกอบด้วยข้อมูลที่เป็นรายละเอียดของแต่ละพาร์ติชั่น

Group Descriptor ใช้เก็บข้อมูลที่เป็นรายละเอียดของโครงสร้างระบบไฟล์ในพาร์ติชั่นนั้น ๆ ข้อมูลที่เก็บอยู่ใน Group Descriptor จะเก็บไว้ใช้เมื่อข้อมูลเกิดความเสียหาย โดยระบบจะใช้ข้อมูลใน Group Descriptor เพื่อซ่อมแซมระบบไฟล์

Block Bitmap เป็นที่เก็บข้อมูลว่า Block ไดถูกนำไปใช้แล้ว

Inode Bitmap เป็นที่เก็บข้อมูลว่ามี inode ใดที่ถูกนำไปใช้แล้ว

Inode Table เป็นที่เก็บรายละเอียดต่าง ๆ ของไฟล์และไดเรคทอรี โดยใช้ inode ในการเก็บรายละเอียดของข้อมูล

Ext3(the third extended filesystem)
ซึ่ง Ext3 ได้ถูกพัฒนาต่อมาจาก Ext2 โดยการเพิ่ม Journalizing สำหรับลีนุกซ์ ด้วย Ext3 จะรวมกับ code ของ kernel ไปแล้ว ใน kernel 2.4.15 เป็นต้นไป

journaling หมายถึง เมื่อข้อมูลในระบบเสียหาย ไม่ต้องมีการใช้คำสั่ง fsck เพื่อตรวจสอบและซ่อมแซมแฟ้มข้อมูลนั้น เพราะว่าการทำงานของ journaling นั้นจะมีการกู้แฟ้มข้อมูลที่เสียหายขึ้นมาให้โดยอัติโนมัติ รวมทั้งการทำงานของ VFS ด้วย

ปล.ข้อความทั้งหมดนี้ผมได้รวบรวมมาจาก Google ผิดพลาดประการใดขออภัย ณ ที่นี้ด้วย

Post Footer automatically generated by Add Post Footer Plugin for wordpress.

กลอน:ผมรักคุณ

Posted by snappy on ธันวาคม 22nd, 2007


ขอได้เป็นเศษเสี้ยวเดียวในล้าน
ขอได้ฝันล้านมีหนึ่งซึ้งหนักหนา
ขอได้เป็นหนึ่งในล้านพิมญดา
ขอได้เป็นหนึ่งในหล้าห่วงหาคุณ

ในหนึ่งล้านที่ใฝ่ปองเธอมองเห็น
ในหนึ่งล้านที่เป็นอยู่ดูอบอุ่น
ในหนึ่งล้านที่ขานหวานละมุน
ในหนึ่งล้านในใจคุณอุ่นอกพลัน

หนึ่งในล้านผ่านวัยได้ประสบ
หนึ่งในล้านพานพบคนในฝัน
หนึ่งในล้านรอนานตราบชีวัน
หนึ่งในล้านมาพบกันดั่งฝันปอง

ล้านคำเอ่ยเผยสำเนียงเพียงสามคำ
ไม่เคยพร่ำกับใครให้เศร้าหมอง
เมื่อพบคุณจึงได้จีบรีบจับจอง
ประกาศก้องร้องแน่นหนัก “ผมรักคุณ”

ชอบมากครับบทกลอนนี้ ก็ผมรักเขานิครับ

Post Footer automatically generated by Add Post Footer Plugin for wordpress.


Copyright © 2007 Snappy. All rights reserved.