BLUI: Blowable user interface

Posted by snappy on มกราคม 13th, 2008


มาดู Interface แบบใหม่กันดีกว่า แจ๋วมากๆ

Best Ten Open Source Desktop Applications of 2007

Posted by snappy on มกราคม 5th, 2008


opensource

  1. Gimp - โปรแกรมตัดต่อ/ตกแต่งภาพ ที่ทำงานคล้าย Photoshop เป็นอย่างมาก
  2. Mplayer - โปรแกรม Multimedia
  3. Amarok - โปรแกรม เล่นไฟล์เพลง
  4. Pidgin - โปรแกรม Instant Messaging Client รองรับการทำงานได้ทั้ง AIM , Yahoo , Google talk , MSN , IRC , QQ , ICQ โปรแกรม Pidgin สามารถที่จะเล่นได้หมด
  5. Openoffice - โปรแกรมทำงานเอกสารที่ออกมาคล้าย Microsoftword และสามารถรองรับไฟล์เอกสารของ Microsoftword ได้ด้วย
  6. Wine - Windows Emulator เป็นโปรแกรมที่ไว้ Run .EXE หรือเรียกง่ายๆก็คือไว้ทำให้โปรแกรมบน windows สามารถใช้งานได้บน Linux นั้นเอง
  7. k3b - เป็นโปรแกรมเขียนแผ่น CD/DVD เป็นโปรแกรมของทางฝั่ง KDE แต่ก็สามารถใช้งานได้กับ Gnome และ Xfce ด้วยเช่นกัน
  8. Firefox - ไม่บอกก็คงรู้จักกันแล้วสำหรับเจ้าหมาไฟ ว่ามันดีขนาดไหน อิอิ
  9. Thunderbird - นกสายฟ้า (-*-) เป็นโปรแกรมไว้สำหรับเช็ด Mail คล้ายกับ Outlook บน Windows
  10. FileZilla - โปรแกรม FTP client อีกตัวจากค่าย Mozilla สนับสนุนทั้ง SSL, SFTP เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน สามารถดาวน์โหลดได้ต่อ (ability resume if the server support) และง่ายด้วยการ Drag & Drop นอกจากนี้ยังสนับสนุนการทำงานกับหลายภาษา

Thank : http://news.softpedia.com

Computer Vision Syndrome (CVS)

Posted by snappy on มกราคม 1st, 2008

Computer Vision Syndrome (CVS)

ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ทั้งเพื่อประโยชน์ในการทำงาน อำนวยความสะดวก รวมถึงเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน อย่างไรก็ตามการใช้คอมพิวเตอร์อาจมีผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์ โดยเฉพาะสุขภาพทางตาที่เรียกว่า โรคตาจากจอคอมพิวเตอร์ (Computer Vision Syndrome) คือกลุ่มอาการทางตาที่ประกอบไปด้วยอาการปวดตา แสบเคืองตา เมื่อยตา น้ำตาไหล ตาแดง ตามัวมองเห็นภาพซ้อนหรือมองเห็นภาพไม่ชัด ภายหลังจากการใช้จอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน นอกจากนี้การใช้ Computer อาจทำให้เกิดปัญหาทางระบบกล้ามเนื้อเนื่องจากลักษณะ ท่านั่งในการใช้งาน เช่นการปวดต้นคอ ปวดข้อมือ ปวดหลัง ซึ่งจะไม่ได้กล่าวอย่างละเอียดในที่นี้

พบอุบัติการณ์ของกลุ่มอาการนี้มากถึง 70-80% ของจำนวนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหมด จักษุแพทย์มักเป็นผู้ที่ต้องให้การวินิจฉัยโรคนี้ ซึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการต่างๆที่กล่าวมาแล้วนั้น แต่อาการอาจแสดงไม่ชัดเจนนัก บางรายอาจมีเพียงอาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้าอย่างเรื้อรังคล้ายความผิดปกติ ที่เกิดจากความเครียด ดังนั้นท่านผู้อ่านอาจพิจารณา จากอาการดังกล่าว ร่วมกับถามตัวเองว่าท่านใช้คอมพิวเตอร์บ่อยมากน้อยเพียงใด ซึ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มอาการนี้มักจะพบว่ามีการใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า 2 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่องต่อวันเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่จะให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ จักษุแพทย์คงต้องหาสาเหตุอื่นๆที่ทำให้เกิดอาการล้าในตา ปวดตา ไม่สบายตา รวมทั้งปวดคอ ไหล่ และหลังก่อน

ปัจจุบันมีผู้มีปัญหาโรคตาจากจอคอมพิวเตอร์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยแบ่งเป็นกลุ่มอาการใหญ่ๆ ดังนี้

1.ปัญหาปวดตาหรือเมื่อยตา (Eye Strain, Tired Eye) เกิดจากการเพ่งใช้สายตาติดต่อกันอย่างยาวนาน ทำให้มีอาการเมื่อยล้าจากการใช้สายตา โดยปรกติการอ่านจาก Computer Monitor เราต้องเพ่งมากกว่าปกติเนื่องจาก ตัวหนังสือเกิดขึ้นเกิดจากจุดหลายจุดมาต่อกัน ไม่เหมือนกับการอ่านตัวหนังสือที่พิมพ์บนกระดาษซึ่งจะชัดเจนมากกว่า ข้อแนะนำคือ ควรมีการหยุดพักสายตาเป็นระยะ โดยทุกๆ 20 ถึง 30 นาที ให้พักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ โดย มองไปบริเวณพื้นที่กว้างหรือนอกหน้าต่างหรือหลับตา เพื่อลดการเพ่งของสายตาประมาณ ครึ่งถึง 1 นาที ก่อนกลับมาเริ่มทำงานกับจอคอมพิวเตอร์ต่อไป

2.ปัญหาเคืองตา แสบตา (Ocular Surface Problems)ปกติตาคนเราจะมีน้ำตาเคลือบผิวอยู่ตลอดเวลาเป็นการหล่อเลี้ยงตา ช่วยในเรื่องการหักเหของแสงที่เข้าตาทำให้มองเห็นชัด แต่ถ้าเมื่อใดน้ำตาเคลือบผิวตาได้น้อยกว่าปกติก็จะเกิดอาการตาแห้ง มีอาการแสบตา เคืองตา ตาแดง มีตาพร่ามัวเป็นพักๆได้ ปัญหาเคืองตาจากการใช้คอมพิวเตอร์อาจเกิดจาก การที่เราใช้ตาดูจอคอมพิวเตอร์นานๆ เรามักจะจ้องอย่างต่อเนื่องเป็นผลให้การกระพริบตาลดน้อยลงอย่างมากถึง 66 % เมื่อเทียบกับปกติ จากการที่มีสมาธิอย่างมาก รวมทั้งมีระยะการกลอกตาค่อนข้างจำกัด ผลก็คือทำให้เกิดน้ำตาระเหยออกไปมาก ก่อให้เกิดปัญหาตาแห้งตามมา ซึ่งก็เป็นตัวก่อให้เกิดอาการไม่สบายตา เมื่อยล้า ตาสู้แสงไม่ได้ นอกจากนี้อาการเหล่านี้ยังเป็นผลมาจากแสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ รวมทั้งแสงสว่างที่ไม่เหมาะสม ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ซึ่งควรมีการกระพริบตาประมาณ 10 - 15 ครั้งต่อนาทีเพื่อป้องกันภาวะตาแห้ง หรือเมื่อรู้สึกเคืองตา แสบตา ให้หลับตาพัก 3-5 วินาที เพื่อให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาจากเปลือกตาบนด้านในมาฉาบให้ความชุ่มชื้นต่อลูก ตา แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้น อาจจำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาชนิดน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาเทียมเพื่อบรรเทาปัญหาดัง กล่าวได้

3.ปัญหาตามัว ( Blurred Vision) เป็นปัญหาที่มักพบในผู้ที่มีการใช้คอมพิวเตอร์มากเกินไป โดยทั่วไปมักไม่ได้มีผลต่อเสียต่อสายตาอย่างถาวร แต่การใช้สายตาเพ่งเกมหรือคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการปวดเมื่อยตา ศีรษะ และทำให้มีการเพ่งตาค้าง เกิดภาวะคล้ายสายตาสั้น คือมองไกลไม่ชัด แต่มักเป็นอยู่เพียงชั่วคราวก็จะกลับสู่ภาวะปกติ ดังนั้นแม้ว่าการเล่นเกมหรือเพ่งมากๆจะไม่ทำให้สายตาสั้นอย่างถาวร แต่ก็ควรใช้แต่พอเหมาะ เพื่อสุขภาพของตา

4.ปัญหามองเห็นภาพซ้อน (Double Vision) เมื่อใช้งานเป็นเวลานานมากๆ เฉลี่ยมากกว่า 3.5 ชั่วโมง อาจเกิดการเพ่งมากจนกล้ามเนื้อตาอ่อนล้า จึงพบอาการมองเห็นเป็นภาพซ้อนได้ ซึ่งมักดีขึ้นหลังจากได้พักสายตา

วิธีแก้ปัญหาอาการ Computer Vision Syndrome มีดังนี้

1. การจัดสิ่งแวดล้อม ได้แก่การจัดวางโต๊ะคอมพิวเตอร์ให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระยะที่ห่างจากลูกตา ประมาณ 20 – 24 นิ้ว วางในระดับที่ต่ำกว่าระดับตาประมาณ 10 – 20 องศาเพื่อจะได้ไม่ต้องเหลือบตาขึ้นสูง ความสว่างของห้องต้องเพียงพอ อย่าใช้คอมพิวเตอร์ในห้องที่มืด ความสว่างในห้องหรือบริเวณโดยรอบจอคอมพิวเตอร์ต้องใกล้เคียงกัน แสงไฟไม่ควรส่องมาจากทางด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ และที่สำคัญห้ามส่องตรงเข้าหาจอคอมพิวเตอร์เพราะจะทำให้เกิดแสงแตกกระจาย ผู้ที่จ้องมองจอเป็นเวลานานๆจะเกิดอาการแสบตาและปวดล้าในที่สุด นอกจากนี้ยังอาจใช้แผ่นกรองแสง (Anti-reflection screen filter) ที่มีขายตามท้องตลาดวางด้านหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยลดแสงสะท้อนและแสง ที่แตกกระจายด้วย เป็นต้น

2. การควบคุมรวมทั้งการใช้งานจอคอมพิวเตอร์ ได้แก่ความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ ควรจะปรับให้สว่างเท่าๆกับความสว่างของห้อง ส่วนการแยกความแตกต่าง(Contrast) ของหน้าจอซึ่งเราสามารถปรับที่จอคอมพิวเตอร์ได้นั้นควรจะปรับให้สูงสุดเท่า ที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ยังรู้สึกสบายตา ขนาดของตัวหนังสือควรจะมีขนาดประมาณ 3 เท่าของขนาดตัวหนังสือที่เล็กที่สุดที่ท่านยังสามารถอ่านได้จากจอ คอมพิวเตอร์ในระยะเดียวกัน ส่วนสีของตัวหนังสือควรเป็นสีดำบนพื้นสีขาวจะเหมาะสมที่สุด นอกจากนั้นควรวางกระดาษหรือหนังสือที่จะต้องดูให้อยู่ในแนวเดียวกับจอ คอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันจะมีการใช้ตัวยึดด้านข้างจอคอมพิวเตอร์ที่สามารถหนีบกระดาษ หรือหนังสือที่ต้องดู เพื่อจะได้ไม่ต้องก้มๆเงยๆมองระหว่างจอคอมพิวเตอร์กับหนังสือหรือกระดาษที่ จะต้องดูเป็นต้น

3.การแก้ปัญหาทางตา เมื่อเราทราบแล้วว่าการใช้คอมพิวเตอร์แล้วทำให้การกระพริบตาลดน้อยลง ดังนั้นควรตระหนักในข้อนี้เสมอ บอกตนเองให้มีนิสัยในการกระพริบตาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก นอกจากนี้ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำก็จะต้องปรับนิสัยตัวเองให้มีการ คลายกล้ามเนื้อที่ใช้ในการมองใกล้ โดยบังคับให้มองไปในที่ไกลๆนานประมาณ 1-2 นาทีเช่นการมองออกไปนอกหน้าต่างเป็นครั้งคราวหรืออย่างน้อย 1-2 ครั้งทุกชั่วโมง หรือให้มีการหยุดพักการทำงานทุกชั่วโมงประมาณ 5-15 นาที เป็นต้น การใช้น้ำตาเทียมหยอดตาก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหาตาแห้งได้ แนะนำให้ใช้ได้เมื่อรู้สึกเมื่อยล้า แสบตาหรือตาแห้งเป็นครั้งคราว

4.ในผู้ที่อายุเริ่มมีสายตายาวตามอายุ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจะพบอาการจากการใช้ Computer ได้มากกว่าในกลุ่มอายุน้อย ควรใส่แว่นแก้ไขสายตาที่เหมาะสม ในวัยนี้โดยปกติจะมีแว่นตาที่ใช้ในการมองที่ใกล้หรือแว่นตา 2 ชั้นซึ่งมีครึ่งบนไว้มองไกลส่วนครึ่งล่างสำหรับมองใกล้ บางรายอาจมีปัญหาในการมอง Computer เนื่องจากระยะที่ไว้มองใกล้เพื่ออ่านหนังสือนั้นอยู่ใกล้เกินไป ทำให้มองในระยะ Computer ซึ่งห่างจากตาออกมาอีกระดับหนึ่งไม่ชัดเท่าการอ่านหนังสือ การเปลี่ยนมาเป็น Progressive lens ซึ่งมีช่วงการมองหรือจุดโฟกัสหลายระดับโดยเฉพาะที่สำคัญคือระยะ กลาง(Intermediate Zone) ซึ่งเป็นตำแหน่งของจอคอมพิวเตอร์ จะทำให้เห็นได้สบายตาในทุกระยะซึ่งจะมีประโยชน์มาก หรือในบางรายที่ใช้ Computer มากๆอาจมีแว่นที่ใช้สำหรับมอง Computer โดยเฉพาะอีกแว่นหนึ่ง นอกจากนี้หากใช้แว่นตาก็ควรจะเคลือบสารที่ป้องกันการสะท้อน(Anti-Reflective Coat) จะช่วยลดการสะท้อนของแสงเข้าตาได้อีกระดับหนึ่ง

5.การแก้ปัญหาปวดคอ ปวดไหล่และปวดหลัง นอก จากจะจัดระดับจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมดังกล่าวแล้ว ท่านั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็มีความสำคัญ ควรจะต้องนั่งตัวตรง หลังเอนไปด้านหลังเล็กน้อย แขนทั้งสองในขณะกดแป้นพิมพ์ให้อยู่ในแนวขนานกับพื้น ส่วนเท้าควรวางราบกับพื้น

ที่มา : http://www.rsuhealth.com/th/

Vista install in 2 minutes

Posted by snappy on ธันวาคม 31st, 2007


วิธีลง Vista ภายใน 2 นาทีสุดยอดมาก…

เวอร์ชั่นของซอฟแวร์?

Posted by snappy on ธันวาคม 31st, 2007

สงสัยไหมว่าเวลาที่เราจะโหลด software อะไรก็ตามมันมักจะมีคำต่อท้ายเสมอๆ เช่น µTorrent 1.8 Build 7398 Alpha , IE7pro 2.0 RC1 , ubuntu 8.04 alpha 1 เป็นต้น ไอ้พวกคำต่อท้ายเนี้ยมันหมายความว่าไงฟ่ะ… และผมก็ได้คำตอบโดยคราวๆมา

  • Alpha - ตามหลักของวิศวกรรมซอฟต์แวร์แล้ว เวอร์ชัน Alpha คือเวอร์ชันที่ทดสอบกันในทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ เอากันจนเวิร์กระดับหนึ่ง (อาจจะยังไม่ค่อยเสถียรนัก) แล้วค่อยปล่อยเวอร์ชัน Beta ออกมา
  • Beta - คือ รุ่นที่ปล่อยให้ผู้ใช้งานได้ดาวน์โหลด ร่วมกันทดสอบบั๊ก ซึ่งเวอร์ชันนี้จะดาวน์โหลดมาเล่นก่อน แล้วรายงานผลการใช้งาน ส่งบั๊กกลับไปให้ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ปรับปรุงอีกครั้ง
  • RC (Release Candidate) - รุ่นนี้จะเป็นรุ่นที่ทดสอบแก้ไขกันไปจนกระทั่งบั๊กตัวใหญ่ๆ หายไปเกลี้ยงแล้วค่อยปล่อยดาวน์โหลด ซึ่งจะเป็นเวอร์ชัน Final (ในภาษาวิชาการบางทีเรียกว่า Gamma Testing)
  • RTM ( Refer To Manufacturing) - เวอร์ชันที่พร้อมผลิตและจัดจำหน่าย ปั๊มเข้ากล่องมาขายให้พวกเรากันแล้ว อาทิ Micrsoft Windows Vista 32/64bit Final RTM Build 6000 ซึ่งถ้าเห็นเวอร์ชันแบบนี้นั่นแสดงว่าปลอดบั๊กแล้วเป็นรุ่นน่าใช้งานที่สุด
  • Build คือรุ่นที่กำลังพัฒนาบั๊กอื้อซ่า เป็นรุ่นทดลองใช้งาน ตามด้วยโค้ดเนมที่เป็นหมายเลข แต่อยากดันปล่อยให้ทดสอบ ซึ่งก็จะได้แก่ เวอร์ชัน Beta 1, Beta 2, RC 1, RC 2 แล้วแจ้งบั๊กรายงาน
  • Demo (Demonstration) คือ รุ่นที่สมบูรณ์แล้วตัดฟังก์ชันการใช้งานบ้างอย่างออกไป เพื่อป้องกันแฮกเกอร์ถอดรหัส หรือทำการ Crack เพื่อให้ได้งานอย่างสมบูรณ์ และสามารถทดสอบใช้งาน ถ้าพึงพอใจก็ลงทะเบียนซื้อมาใช้งานก็จะได้ฟังก์ชันเต็มครบทุกอย่าง
  • Trial รุ่นนี้ก็เป็นรุ่นที่สมบูรณ์เช่นกันแต่ให้ทดลองใช้งาน 7 วัน แล้วก็จะให้ลงทะเบียน หรือใส่ Serial Number ถึงจะเข้าใช้โปรแกรมได้
  • Shareware เป็นรุ่นทดลองใช้งานเหมือนกัน สมบูรณ์แล้ว แต่ใช้งานได้แค่ 30 วันก็จะฟ้องวันหมดอายุ
  • Freeware รุ่นที่พัฒนาไม่เห็นแก่ส่วนตัว บริจาคให้ใช้งานฟรี ไม่คิดเงิน แต่สามารถบริจาคเงิน เพื่อพัฒนาต่อยอดให้ดีขึ้น
  • Opensource การเปิดเผยซอร์สโค้ด รหัสโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนาหรือเขียนโปรแกรม ในความหมายที่ใช้กันโดยทั่วไป ทางซอฟต์แวร์หมายถึงซอฟต์แวร์ที่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์มีความตั้งใจที่จะเผย แพร่หรือแจกจ่ายไปให้บุคคลอื่นที่ต้องการโดยมีเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อ ตกลงยินยอม (licensing agreement) จากการกระจายแพร่หลายซอฟต์แวร์ที่พัฒนามาพร้อมกับอินเทอร์เน็ต และลีนุกซ์ ทำให้คำว่า “โอเพนซอร์ส” เป็นที่สนใจและแพร่หลายจนเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป และรับรู้ ซึ่งอาจจะนิยามและเข้าใจในรูปแบบของที่แจกจ่ายให้กับผู้ใช้ที่ต้องการด้วย รหัสที่ทำงานได้ (exccutable code) พร้อมกับซอร์สโค้ด (source code) ภายใต้ข้อตกลงยินยอมตาม (licensing agreement)
  • Release date ไม่ได้หมายถึงเวอร์ชันของ Software แต่จะหมายถึง วันที่ Software ตัวนั้น ที่เป็นเวอร์ชันเต็มออกวางจำหน่าย
  • Unregistered Version หมายถึงเวอร์ชัน ที่ยังไม่ได้ผ่านการลงทะเบียน ซึ่งอาจจะถูกปิดฟังก์ชันการทำงานในบางส่วนหรือหลายๆส่วนเอาไว้จนกว่าจะมีการลงทะเบียนหรือเสียตังค์
  • Registered Version จะเป็นความหมายตรงข้ามหรือต่อเนื่องจาก Unregistered Version ก็คือเป็นเวอร์ชันที่ได้ผ่านการลงทะเบียนแล้วหรือก็คือเวอร์ชันเต็มนั่นเอง
  • Patch เป็นโปรแกรมที่ทางผู้ผลิต Software ตัวนั้นๆ ทำออกมาเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของโปรแกรมในบางประการ Patch อาจจะใช้ได้กับระบบปฏิบัติการบางตัว แต่ก็อาจจะใช้ไม่ได้ในบางตัว เพราะฉะนั้นการจะติดตั้ง Patch ก็ควรจะศึกษาจากผู้ผลิตให้ดีก่อนติดตั้ง
  • Service P หรือ SP คือ Softwareack ที่ทำหน้าที่ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่ออกวางจำหน่ายแล้วให้ดียิ่งขึ้น เช่น อาจจะเพิ่มความสามารถของโปรแกรม หรือเพิ่มการสนับสนุนในส่วนของ


Copyright © 2007 Snappy. All rights reserved.